Thursday, April 16, 2015

คุณค่า vs มูลค่า อันไหนใช่กว่ากัน (Worth or Price)

ทำไมคนที่ขยันทำงานหนักและได้ผลผลิตต่อวันมากแต่กลับได้รายได้ที่น้อยกว่าบางคน

เช่น เกษตรกรชื่อนายจอห์น จอห์นปลูกข้าวและเลี้ยงไก่ได้จำนวนมาก ข้าวและไก่สามารถเลี้ยงดูคนอื่นๆ ได้มาก แต่จอห์นกลับได้รายได้น้อยกว่าคนอื่นที่ไม่ได้ทำงานได้ผลผลิตเยอะเท่าเขาอย่างซาร่าที่ทำงานเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าในร้านแบรนด์เนมหรูโดยขายเสื้อได้วันละ5ตัว  แต่ซาร่ากลับมีรายได้เยอะกว่าจอห์น

คำถามคือ... งานของจอห์นมี "ค่า" น้อยกว่างานซาร่าหรือไม่

คำตอบคือ...
ถ้าพูดในมุมของ "คุณค่า (Worth)" งานของจอห์นมีคุณค่ามากกว่าซาร่า เพราะผลิตผลจากฟาร์มของเขาสามารถเลี้ยงคนได้เกิน 100 คน ส่วนงานซาร่ามีคุณค่าให้กับตัวเธอเองและครอบครัวของเธออีก3คน

แต่ถ้าพูดในมุม "มูลค่า (Price)" ฝ่ายซาร่าต้องชนะจอห์นไปอย่างง่ายดาย เพราะเสื้อหนึ่งตัวที่เธอขายไปเท่ากับไก่กว่า 100 ตัวชองจอห์น

ในยุคทุนนิยมทุกคนต่างมุ่งสนใจไปที่มูลค่าราคาของแต่ละงานที่ตนเองทำ ใครๆ ก็อยากทำงานที่ได้เงินมากๆ ทำงานที่มีมูลค่ามากๆ

แต่หลายครั้งเราก็ละเลยและทำเป็นลืมว่างานที่มูลค่าต่ำที่มีคุณค่าสูงมีอยู่จริง แต่เราไม่คิดอยากจะทำงานมีค่ามากแต่ได้ราคาต่ำเพราะกฎเกณฑ์กติกาของทุนนิยมไม่เอื้อให้เราทำ ทุกคนจึงวิ่งไปหางานที่ทำเงิน แต่ไม่ได้ใส่ใจงานที่มีค่าเลย

เรารู้ว่าการปลูกต้นไม้ การรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ดีมีค่า แต่เราไม่อยากทำเพราะทำแล้วไม่ได้ประโยชน์อะไรกับเราโดยตรง ทำแล้วไม่ได้เงิน เราเลยไม่ทำ
และนี่คือหนึ่งสาเหตุที่การทำงานเพื่อสังคมมีคนทำน้อย เมื่อมีคนทำงานที่มีคุณค่าน้อย โลกจึงขาดความสมดุล มีแต่คนใช้ทรัพยากรแต่ไม่มีคนรักษาหรือสร้างทรัพยากร แบบนี้เกิดปัญหาแน่นอนและก็กำลังเกิดขึ้นอยู่จริงแล้วตอนนี้ ปัจจุบันประชากรไทยที่ทำอาชีพเกษตรกรถดถอยลงอย่างมาก เพราะค่านิยมและค่าตอบแทนอาชีพนี้ไม่สูง ทำงานเหนื่อย ร้อน ไม่เย็นสบาย คนไทยที่ถูกสอนมาแบบที่กล่าวมาจึงเลือกที่จะไม่ทำเกษตรกรรม เมื่อไม่มีคนทำเกษตร สินค้าประเภทวัตถุดิบตั้งต้นในประเทศก็มีปัญหา จึงต้องแก้ไขโดยการนำเข้า แต่เราจะสามารถนำเข้าได้อีกนานเพียงใด และถ้าหากวันหนึ่งต่างประเทศไม่สามารถส่งออกวัตถุดิบมาให้เราได้แล้ว เราจะทำอย่างไร
เงินแบบดั้งเดิมช่วยแก้ปัญหาให้เราได้จริงๆใช่ไหม

ขอถามอีกครั้งว่าระหว่าง worth หรือ price อันไหนสำคัญกว่า อันแรก อันที่สอง หรือทั้งคู่.

Monday, April 13, 2015

ประกาศเกี่ยวกับเว็บไซต์นี้

บทความและแนวคิดต่างๆ ที่ปรากฎอยู่ในเว็บไซต์แห่งนี้ ยังไม่สามารถใช้เพื่ออ้างอิงได้เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการทดลองและพัฒนาอยู่

ขอไม่รับผิดชอบเกี่ยวกับการนำไปประยุกต์ใช้ ถ้าหากมีท่านใดต้องการนำไปต่อยอด เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้

ความหมายของเงินอิงการผลิต (Production-based Money)

จากบทความที่ผ่านมาได้กล่าวถึงเงินชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เงินอิงการผลิต หรือ Production-based money หลายคนคงสงสัยว่ามันคืออะไร

เงินอิงการผลิต คือ เงินที่มีที่มามาจากการผลิต มาจากการลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อมีการผลิตแล้วเงินถึงจะเกิดตามขึ้นมา การผลิตจะเป็นตัวกำหนดว่าเงินจะมีเพิ่มขึ้นมาเท่าใด 

การผลิตหมายถึงอะไรบ้าง การผลิตนั้นรวมทุกการลงมือทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ได้แก่

1.การผลิตวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ ผลิตสิ่งที่จับต้องได้ เช่น ปลูกต้นไม้ สร้างจักรยาน ก่อสร้างบ้าน เป็นต้น

2.การสร้างสรรค์งานบริการ ผลิตสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น สอนหนังสือ ออกแบบระบบบัญชี ดูแลผู้สูงอายุ เป็นต้น

ลักษณะของเงินอิงการผลิต

1.เมื่อเราผลิตทั้งสิ่งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้เสร็จเรียบร้อย เราถึงจะได้เงินมา งานมาเงินมา

2.เราสามารถสร้างเงินขึ้นมาเองได้โดยเริ่มที่การลงมือทำของตัวเอง การสร้างเงินสามารถทำได้ในระดับปัจเจกบุคคลและกลุ่มสังคม

3.การเพิ่มขึ้นของเงินขึ้นอยู่กับการผลิต ดังนั้นการเพิ่มของเงินจะมีปัจจัยพื้นฐานมารองรับก่อนเสมอ ไม่มีเงินเกิดขึ้นได้ถ้าไร้การผลิต ดังนั้นจะช่วยลดปัญหาเงินเฟ้อได้

4.เป็นเงินที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับเงินดั้งเดิมได้ 


สรุป เงินอิงการผลิต เริ่มต้นจาก Action ก่อน

ปัญหาของระบบการเงินในปัจจุบัน (Problem of Traditional Financial System)

ระบบการเงินในปัจจุบันยังมีปัญหา อย่างที่เราเห็นใน วิกฤตต้มยำกุ้งเพราะอัตราแลกเปลี่ยนผันผวน วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ที่เกี่ยวกับ การกู้เงินเกินกำลัง วิกฤติกรีซล้มละลายเพราะผู้บริหารประเทศใช้เงินภาษีในทางที่ผิด สหรัฐญี่ปุ่นอียูต้องออกมาตรการปั้มเงินเพิ่มในระบบเพราะเศรษฐกิจฝืดเคืองแต่ว่าเงินกลัยถูกลอยขึ้นไปในตลาดหุ้นตลาดเงินมากกว่าที่จะถูกนำมาใช้ในภาคเศรษฐกิจจริง และยังมีปัญหาอื่นๆ อีกเช่น ทำไมเรายังคงมีปัญหาคนยากจนไม่จบไม่สิ้น ทำไมเราแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ได้สักที ทำไมเรามีปัญหาสังคมมากมายทั้งๆที่รู้ว่าต้องแก้ยังไงแต่ไม่สามารถแก้ได้เพราะความเป็นห่วงเรื่องคะแนนเสียงของนักการเมืองและประชาชนที่เอาแต่รักสบาย

ระบบการเงินคือรูปแบบหนึ่งในการสื่อสารของคน เราตกลงกันว่าเราจะสื่อสารกันด้วยกฎที่ว่า เอาละเราอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เรามาตั้งอะไรสักอย่างที่จะใช้เป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนกันเถอะ เดี๋ยวเราจะมีตัวแทนคอยกำกับดูแลสิ่งที่ว่านี้นะ ใครทำผิดกฎต้องถูกลงโทษ(หรือไม่ก็ได้) คนในหมู่บ้านเห็นพ้องต้องกันว่าดีเลยใช้มาตลอด

ระบบการเงินดั้งเดิมในปัจจุบันคือการสื่อสารที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้จริงอย่างที่เราเห็นผลงานจนถึงวันนี้ เราสามารถทำให้คนตาวาวอยากได้เงิน เราสามารถทำให้คนลุกขึ้นมาทำงานก่อให้เกิดผลผลิต เราสามารถแบ่งสิทธิ์การเข้าถึงสิ่งต่างๆ ด้วยการตั้งจำนวนเงินที่ต้องใช้ เรียกได้ว่าเงินในปัจจุบันทำหน้าที่ได้ดีมากแต่บางเรื่องเงินดั้งเดิมก็ยังมีจุดโหว่ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาในสังคมได้ เพราะเงินทำหน้าที่เป็นแค่สิ่งแลกเปลี่ยน เงินจะเกิดค่าก็ต่อเมื่อเอาไปเทียบกับผลผลิตที่ต่างๆที่อีกคนอยากได้ ดังนั้นอะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คนอยากได้ก็จะถูกระบบการเงินปัจจุบันละเลยไปทันที เช่น เราไม่ได้มีความรู้สึกว่าอยากได้ป่าไม้เพราะเราอยู่ในเขตเมือง แต่ว่าป่าไม้คือสิ่งจำเป็นที่ทำให้คนในเมืองมีน้ำใช้ คนรู้แต่คนไม่ลงมือทำอะไร ไม่มีใครอยากช่วยดูแลป่าเพราะมันไม่ทำเงิน ทำไปแล้วมีใครสนใจบ้าง การลงมือแก้ไขปัญหาป่าจึงไม่มีใครสนใจ เพราะทำไปแล้วไม่ได้อะไรตอบแทน และสาเหตุนี้ก็ทำให้เกิดปัญหาต่างๆที่ไม่ถูกแก้สักที

คำถามคือเราจะทำอย่างไรให้คนเห็นค่าของการกระทำที่ดูเหมือนไม่มีค่าแต่แท้จริงแล้วมีค่านั้นให้มีค่าแบบจับต้องได้จริงๆขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้คนลงมือทำสิ่งมีค่าจริงๆ ไม่ใช่ลงมือทำเพียงเพราะอยากได้เงิน

แนวคิดเรื่องเงิน (Concept of Money)

แนวคิดเรื่องการเงินในปัจจุบันที่เรารู้จักกันดีคือ เงินเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เรียกว่าการเงินแบบ coin concept เช่น เงินบาท เงินดอลลาร์ เงินตราที่ออกโดยรัฐบาลแต่ละประเทศ บิตคอยน์ (bitcoin)เป็นต้น

เงินประเภทนี้มีกำเนิดขึ้นมาจากคนต้องการความสะดวกในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันในสมัยโบราณ โดยเข้ามาทดแทนระบบ Barter เอาของมาแลกของกัน เพราะเราคงไม่อยากหอบกล้วยเอาไปแลกไข่ไก่ใช่ไหมครับ ลำบากแย่เลยนะ ระบบการเงินค่อยๆพัฒนามาจากการแลกเปลี่ยนมาจนถึงยุคดิจิตอลอย่างที่เราเห็นเป็นระบบธนาคารออนไลน์ ระบบตลาดหลักทรัพย์ หรือแม้กระทั่งระบบบิตคอยน์ ทุกระบบล้วนเป็นสิ่งที่เรียกว่า "ตัวกลางแลกเปลี่ยน"

กลไกที่ทำให้เงินแบบนี้มีค่าขึ้นนั้นมาจากคอนเซปต์ที่ว่า "ยิ่งมีน้อย ยิ่งมีค่ามาก"
ผู้ที่กำหนดค่าของเงินคือผู้มีอิทธิพลของโลกหรือในประเทศต่างๆเพียงส่วนน้อย ดังนั้น เงินในโลกนี้จึงถูกทำให้มีจำกัดและคนที่ถือเงินจำนวนมากก็จึงมีอยู่จำกัดเช่นกัน เพราะถ้าถือกันมากๆเยอะๆแล้ว เงินก็คงไม่มีค่าอะไรใช่ไหมครับตามแนวคิดดั้งเดิม

แนวคิดดั้งเดิมบอกไว้ว่า คนที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องเงินคือธนาคาร เค้าจะทำทุกอย่างเกี่ยวกับเงิน และหนึ่งในหน้าที่สำคัญคือ เพิ่มเงินขึ้นในระบบการเงินด้วยการสร้างหนี้ ยิ่งมีหนี้มากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งมีเงินในระบบมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมีหนี้มากขึ้นก่็คือปล่อยกู้ให้กับกิจการต่างๆไปใช้สร้างงานสร้างธุรกิจเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรมนุษย์มาเป็นสินค้าบริการได้ สร้าง production ขึ้นมานั่นเอง คือต้องมีเงินเกิดขึ้นก่อนถึงจะมีการผลิตตามมาทีหลัง 

ทุกวันนี้เราแลกเปลี่ยนสิ่งของ ความต้องการต่างๆด้วยเงินรูปแบบ coin concept กันมานานจนเคยชิน จนคิดว่ามีเงินคอนเซปต์เดียว แต่ว่าจริงๆ แล้วมีเงินอีกคอนเซปต์ด้วยนั่นคือ...

เงินอิงการผลิต หรือ Production-based money คือ เงินที่สร้างขึ้นมาจากผลผลิตของแต่ละคน ที่มาต้นกำเนิดของเงินชนิดนี้ไม่ได้มาจากการสร้างหนี้ แต่คือเงินที่สร้างขึ้นมาจากแรงกระทำของทั้งสองฝ่ายนั้นแมทชิ่งกัน เช่น เราไม่จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อเอาเงินมาซ่อมหลังคาบ้าน เราแค่ประกาศว่า อยากซ่อมหลังคาโดยอยากแลกด้วยข้าวสาร 5ถุง ถ้าแมทชิ่งกันก็เกิดเงินขึ้นมาทันที โดยไม่ต้องรอให้ธนาคารสร้างเงินแต่อย่างใด เป็น concept ที่อนุญาตให้คนแต่ละคนสร้างเงินเองได้

กลไกทีี่ทำให้เงินประเภท Production-based Money มีค่าขึ้นนั้นมาจากกฎธรรมชาติที่ว่า "ผลลัพธ์มาจากการลงมือทำ ทำดีได้ดี ยิ่งทำมากก็ได้มาก" 

สรุป

ความแตกต่างระหว่าง coin concept และ production based money concept อยู่ตรงที่ต้นกำเนิดของเงิน อันแรกเงินต้องมีก่อนผลผลิตค่อยเกิด ส่วนอันหลังต้องมีผลผลิตเกิดก่อนถึงจะมีเงิน.